นอกใจ-นอกกาย?
ปัญหาครอบครัวที่เราพบอันดับต้นๆ คือเรื่องของการนอกกายและนอกใจคู่สมรส ปัญหาที่ทำให้วัยรุ่นทุกข์เศร้าเหงาหงอยจนจะฆ่าตัวตายก็ไม่พ้นเรื่องแฟนเปลี่ยนใจ แฟนนอกใจ(หรือนอกกาย) หลายๆคนยอมให้คนรักนอกกายตนไปยุ่งกับคนอื่นๆ แต่ไม่ยอมเลิกกัน ทนทรมานอยู่ตรงนั้นเพราะไม่แน่ใจว่าเลิกกันไปจะดีกว่าเป็นอยู่หรือไม่ เราคงทำใจให้เชื่อไม่ได้ว่าคนที่นอกกกายเราบอกว่าเขาไม่ได้นอกใจ ทำไปเพราะแค่สนองความอยาก เพราะถ้ารักกันจริงน่าจะห่วงใยความรู้สึกกันมากกว่านี้ คนที่นอกกายนอกใจเราไปหาความสำราญที่ใดไม่รู้ รู้แต่ตัวเราเท่านั้นที่นั่งทุกข์
ทำไมเขาต้องนอกใจ ฉันมันไม่ดีตรงไหน?
คนส่วนใหญ่ที่ผิดหวังกับความรัก ถูกหักอกหรือถูกทิ้ง ก็จะหันกลับมาถามคำถามนี้ และมองหาข้อเสียของตนเอง และคิดว่าถ้าฉันดีจริง ดีพอ รูปร่างหน้าตาดี หรือเฝ้าเอาอกเอาใจเขาได้มากพอ มันคงไม่เป็นเช่นนี้ ความคิดรูปแบบนี้เป็นการด่วนสรุปไปเอง และมักทำให้เราเศร้ามากขึ้น
การที่เขาเปลี่ยนใจไม่ใช่เพราะเราแต่เป็นเพราะตัวเขา อาจจะไม่ใช่เรื่องของความดีแต่เป็นเรื่องของความแปลกใหม่ หรือความอยากที่มักจะไม่สิ้นสุดของมนุษย์ หากมัวแต่เฝ้าโทษตัวเอง เราจะไม่เหลือใคร เสียคนที่รักไปแล้ว เราไม่ควรจะเสียตัวของเราเองเพิ่มด้วยการตำหนิหรือเกลียดชังตนเอง
ผิดหวังเพราะคาดหวังมากไปหรือ?
เมื่อเริ่มมีความรัก เมื่อใจเริ่มได้รสชาติของความสุข เราก็จะมีความคาดหวังต่อความสุขนั้นทันทีว่า มันควรจะเกิดขึ้นอีก คาดหวังว่าความสุขนั้นจะต้องอยู่ตลอดไป ในคู่รัก เมื่อช่วงเริ่มต้น มีความรู้สึกดีๆต่อกัน ต่างฝ่ายก็เติมเต็มคุณค่าและความหมายต่อกัน มีคำพูดหวานๆ เฝ้าทำสิ่งดีๆที่เอาอกเอาใจกันมากมาย เพราะยิ่งทำก็ได้ความรักกลับคืน ความคาดหวังในจิตใจก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เราอาจจะหวังไปว่า เขาจะเป็นรักแท้ รักแรกและรักเดียว คู่ชีวิตของเราอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า จะรักกันตลอดไปชั่วฟ้าดินสลายไม่คลายรักเลย
เราอาจไม่ได้ตระหนักว่า ยิ่งเราคาดหวังสูงเท่าใด โอกาสที่โลกแห่งความเป็นจริงจะมีให้เราได้ ก็ยิ่งห่างไกล หลายคนเมื่อผิดหวังก็เฝ้าแต่จะทำให้ความหวังให้เป็นจริง หลักการนี้ใช้ได้กับหลายกรณีก็จริงแต่ไม่ใช่กับเรื่องความสัมพันธ์ เพราะคนอื่นจะคิดหรือรู้สึกกับเราอย่างไรนั้นเป็นเรื่องภายในตัวตนของเขา เมื่อใดที่เรากำลังใช้ชีวิตเพื่อไปทำให้ใครพึงพอใจ สนใจ หรือให้เขายอมรับ เมื่อนั้นเราก็มอบชีวิตไปเป็นทาสของเขาเช่นกัน ทุกข์พึงดับที่เหตุแห่งทุกข์ฉันใด ความผิดหวังนั้นก็ควรดับด้วยการลด –ละ-เลิก ความคาดหวังของ “ตัวเราเอง”ฉันนั้น
เยียวยาตนเองอย่างไร?
ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่าเพิ่งด่วนคิดว่าเราอ่อนแอมากจนเยียวยาตัวเราเองไม่ได้ ลองอนุญาตให้ตัวเองได้พิจารณาและลองทำสิ่งต่างๆ ตามคำแนะนำเหล่านี้
1.สำรวจจิตใจ ว่า เมื่อถูกนอกใจหรือผิดหวังในรัก ตัวเราทุกข์อย่างไร ปัญหานี้ทำให้ชีวิตเราเสียหายยับเยินแค่ไหนบ้าง ค่อยระลึกรู้ว่ามันส่งผลกระทบกับเราอย่างไร เปรียบเหมือนมีคลื่นสึนามิมาถล่มบ้านเรา ขณะนี้มันผ่านไปแล้ว ขอเชิญชวนให้เราสำรวจดูว่า เราได้รับความเสียหายเพียงใด ดูให้ชัดเจน เจ็บปวดก็รู้เห็นความเจ็บปวดนั้น เรื่องใดเสียหายก็รับรู้ความรู้สึกที่เรามีต่อเรื่องนั้นๆ
2.เมื่อสำรวจใจดีแล้ว ถามใจตัวเองว่า เราคิดจะทำอย่างไรกับมัน สงสารและเมตตาตนเองหรือไม่ จะอยู่กับความเสียใจซึ่งเปรียบเหมือนบ้านที่ยับเยินนี้ต่อไป หรือเราอยากจะซ่อมบ้านของเราหลังนี้เสียที เราอยากให้อะไรในชีวิตดีขึ้นหรือเราชอบที่จะจมกองทุกข์จริงๆ การเกิดเป็นคนก็มีทุกข์อื่นๆในชีวิตมากพอแล้ว เราอยากจะลดไปสักเรื่องหรือไม่ เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า อยากจะดีขึ้น ไม่อยากทุกข์กับเรื่องนี้แล้ว ก็คงได้ฤกษ์ที่จะลงมือซ่อมบ้านของเราเองเสียที
3. พึงตระหนักว่างานทางจิตใจ ไม่มีใครทำแทนเจ้าของจิตได้ หากหาใครมาดามอกที่หัก ก็จะเป็นความเสี่ยงของทุกข์ซ้ำในเรื่องเดิมนี้อยู่ดี บางคนใช้ชีวิตโดยพึ่งพิงใครสักมาตลอด จะสุขจะทุกข์ก็เอาไปผูกกับคนอื่น เหมือนใช้คนอื่นมาเป็นเสาหลักของบ้านตนเอง เมื่อเสาหลักนั้น“หนีหาย”ไป บ้านก็สั่นคลอนและพังทลาย ปัญหาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะหันมาปรับปรุงวิธีการใช้ชีวิตของตนเอง กำจัดจุดอ่อนโดย หันกลับมายึดตัวเองเป็นเสาหลักในการใช้ชีวิต ไม่ไปฝากไว้กับคนที่ไม่รู้ค่า
4.แต่หากตัวเราเองก็ไม่ค่อยเห็นคุณค่าตัวเอง ไม่ค่อยชื่นชมหรือพึงพอใจในตนเอง ก็จะเป็นเสาหลักให้ชีวิตตนเองอย่างไม่ค่อยแข็งแรงมั่นคง แต่ถ้าหันไปพึ่งพิงคนอื่นเพราะคิดว่ามั่นคงกว่า ตัวเราจะไม่เคยได้พัฒนาและเสี่ยงต่อการถูกคนอื่นทอดทิ้งอีกเช่นเคย การเสริมสร้างความเข้มแข็งในตนเองสามารถกระทำได้เสมอทุกเวลาทุกขณะจิต การที่เรารู้จักรักคนอื่นได้แสดงว่าเรามีศักยภาพที่รักมนุษย์ได้แน่นอน ตัวของเราเองก็เป็นมนุษย์ที่กำลังต้องการความรักและการดูแลอยู่ในขณะนี้ เหตุใดเราจึงไม่อนุญาตให้เรารักตนเอง ชื่นชมตนเอง
5.มีบางคนที่เติบโตและเรียนรู้มาแต่ความรักที่มีเงื่อนไข ต้องดี ต้องเก่ง ต้องทำตัวให้ถูกใจใครๆคนอื่นจึงรักเรา แต่การรักตัวเองนั้นใช้เพียงเงื่อนไขเดียวคือ คนๆนี้คือตัวเราและเป็นคนที่สำคัญกับเรามากที่สุด เราอยากมีความสุขก็เพื่อคนๆนี้จะได้สุขมิใช่หรือ ลองถามตัวเองว่าขณะนี้ “เธอ” ต้องการอะไร หากต้องการเขากลับมาจะต้องการไปเพื่ออะไร เพื่อให้รู้ว่ายังมีคนรัก ยังมีคุณค่า เพื่อความมั่นคงทางจิตใจ ต่างๆเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เราจะให้ตัวเองได้หรือไม่ เพื่อจะได้สุขสงบและยุติทุกข์จากการพึ่งพิง
6.เมื่อใช้ตัวเองเป็นเสาหลักของชีวิตตัวเองได้แล้ว ก็ควรหล่อเลี้ยงบำรุงตนเองบ้าง ผู้ที่ชอบซื้อของขวัญให้ใครๆก็หันมาซื้อในตัวเองบ้าง พาตัวเองไปเที่ยวในที่ที่ชอบ พาตัวเองไปทำเรื่องที่อยากทำ สนทนากับตนเองฉันมิตร มิใช่วางตัวกับตัวเองเหมือนผู้ใหญ่ที่เอาแต่บ่นๆวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง เลี้ยงดูตนเองด้วยความรักและเข้าใจซึ่งเป็นไปได้แน่นอนเพราะไม่มีใครรู้จักเราดีเท่าตัวเราเอง
7.หลายท่านตามถึงตนจุดนี้ อาจจะบอกว่า เข้าใจ แต่ทำไม่ได้ ฟังดูง่ายแต่ทำไม่ได้จริง ก็ไม่เป็นไร ขอเชิญให้หยุดอ่านสักพักแล้วย้อนกลับไปพิจารณาใจตนเอง ว่าเราคิดอะไรอยู่ มีอะไรที่ควรทำให้เราที่จะทุกข์ต่อหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ว่าการที่เรายิ่งทุกข์ยิ่งทำให้เขาเป็นฝ่ายผิดมากขึ้น หรือได้ความรู้สึกเห็นใจตอบกลับมา เลยต้องทุกข์ต่อไปก่อน ผู้ที่รักและเมตตาตนเองเมื่อตระหนักแล้วว่า เรากำลังทรมานตนเองเพื่อแลกกับอะไรบางอย่างซึ่งไม่รู้ว่าจะได้มาหรือไม่ ก็จะหยุดทำ
วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วิธีคิดให้หายทุกข์ใจยามอกหัก
วิธีคิดให้หายทุกข์ใจยามอกหัก
(วิธีการดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา)
"อกหักดีกว่ารักไม่เป็น" สุภาษิตยอดฮิตสำหรับคนที่พบกับความผิดหวังในความรัก แต่ถ้าอกหักบ่อย ๆ มัน ก็ไม่ไหวเหมือนกัน เพราะมันช่างเจ็บช้ำระกำทรวง ยิ่งคนหนุ่มสาวยุคไอที พบกันง่าย ชอบกันง่าย เบื่อกันง่าย จะทำอย่างไรกันดี บางคนอกหักวันละสามเวลาหลังอาหาร เพราะเที่ยวรักคนนั้นคนนี้ไปทั่ว บางคนอกหักอย่างเบา ๆ เพราะรักเขาข้างเดียว แต่บางคนอกหักอย่างช้ำชอก เพราะถูกคนรักทอดทิ้งไม่ใยดี บางคนรักกันมานานแต่ ภายหลังจำต้องเลิกรา เพราะไปด้วยกันไม่ได้ อันนี้ก็เจ็บตัวทั้งคู่ สรุปแล้วอกหักไม่ดีเลยนะครับ
ดังนั้นบทความในวันนี้จึงขอเสนอเทคนิคทำใจ ยามประสบกับความผิดหวังในความรัก เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนหนุ่มสาวในยุคไอที ที่พบรักกันง่าย ๆ บนออนไลน์ ด้วยความความเร็วเท่าแสง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวิธีคิดทั้ง 4 วิธีนี้ คงจะได้ช่วยรักษาใจ ให้ท่านมีกำลังใจเรียนรู้ชีวิตกันต่อไป จนกว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตตามปรารถนาของทุก ๆ คน ต่อไปนี้ขอเชิญติดตามได้เลยครับผม
1. เข้าใจธรรมชาติของความรัก ความรักแบบหนุ่มสาว เป็นความรักที่มีรสหอมหวาน ใคร ๆ ก็ใคร่ปรารถนา แต่ธรรมชาติของความรักแบบนี้ มันมาพร้อมกับพิษสงด้วย คือหากไม่สมปรารถนาเมื่อใด มันก็จะแสดงความเจ็บปวดออกมาทันที เจ็บมาก เจ็บน้อย แล้วแต่ว่าเรายึดมั่นทุ่มเทในความรักแค่ไหน ยึดน้อยก็เจ็บน้อย ยึดมากก็เจ็บมาก
ดังนั้นในยามใดอกหัก ให้เราก็บอกกับตัวเองว่า นี่เป็นธรรมชาติของชีวิตมันแสดงอาการ ตามธรรมชาติของมันเอง ถ้าเราไม่ไปคิดฟุ้งซ่านกับมัน เดี๋ยวมันก็จะค่อย ๆ ทุเลาเบาบางไปเอง
2. มีความเมตตากรุณาต่อตัวเอง เมื่อใดต้องพบกับความเจ็บปวดจากความผิดหวังในความรัก ให้คิดเมตตากรุณาต่อตัวเอง ไม่คิดลงโทษตัวเอง หรือ คิดทำร้ายจิตใจของตัวเองซ้ำเป็นดาบสองลงไปอีก แต่ให้มองไปที่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในจิตใจด้วยความกรุณา เหมือนกับว่าเรากำลังรู้สึกเมตตาสงสารใครสักคน ปลอบใจของตัวเองเหมือนกับเรากำลังปลอบเพื่อนด้วยความรักความเข้าใจ
ยกตัวอย่าง "ทำใจสบาย..ๆ นะ...มันเจ็บไม่นานหรอก คราวหน้าเราจะระวังให้มากกว่านี้ ขอโทษทีนะเพื่อนนะ ที่ทำให้นายเจ็บ ฯลฯ" คือ มองความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นด้วยความเห็นใจว่านี่เป็นผลพวงที่เกิด จากความรักแบบหนุ่มสาว (ดูข้อ 1)
ยอมรับและเข้าใจความเป็นจริงเช่นนี้ ด้วยรอยยิ้มแห่งความเมตตากรุณา เราจะเกิดความสุขใจมาแทนที่ และ อาการเจ็บปวดจากความผิดหวังก็จะทุเลาเบาบางไปอย่าง รวดเร็ว
3. มองโลกในแง่ดี ให้คิดว่าตัวเองเป็นผู้ที่โชคดีที่สุดในโลก ดีแล้วที่อกหัก เพราะคนที่เรารักคนนี้อาจจะไม่ใช่เนื้อคู่ของเราก็ได้ หรือ ให้คิดดีใจว่า อกหักคราวนี้ดีจัง เพราะเราได้ความรู้ใหม่ๆ ที่เราสามารถนำมาปรับปรุงชีวิตของเราให้พัฒนาขึ้นไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว เอ..อย่างนี้คงต้องขอบคุณคนที่หักอกเราเสียแล้วสิ.. ไม่งั้นเราคงจะเซ่อไปอีกนาน หรือ คิดว่า เออ.!โชคเรายังดีนะ ที่ผิดหวังเสียก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าหากถลำลึกลงไปมากกว่านี้เราก็คงจะเจ็บสาหัสกว่านี้เป็นแน่
การคิดในแง่ดีเช่นนี้ สารพัดที่จะคิดไปได้หลายรูปแบบ ใครที่คิดอย่างนี้ได้ ถือว่าเป็นคนฉลาดคิดครับ เพราะสามารถเอาปัญหามาสร้างเป็นปัญญา เอาความทุกข์มาแปรให้กลายเป็นความสุขที่เป็นกุศล มองโลกในแง่ดีมาก ๆ เช่นนี้ ทำให้มีสุขภาพจิตตลอดชีวิตครับผม
4. ฝันเพิ่งจะตื่น สำหรับคู่รักที่รักกันมานาน หวานชื่นกันมาโดยตลอด แต่ต่อมาภายหลังมีอันต้องพลัดพรากจากกัน เพราะไปด้วยกันไม่ได้ หรือ ขัดแย้งไม่เข้าใจกัน หรือ อีกฝ่ายไม่ซื่อสัตย์ทำให้มีอันต้องแยกทางกัน หรือ ถูกทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี ปัญหาเหล่านี้ล้วนสร้างความทุกข์อย่างแสนสาหัสให้แก่จิตใจจนยากที่จะรับไว้ได้ ดังนั้นจึงมีบางคนถึงกับคิดสั้น ทำลายชีวิตของตนเองไปเลยก็มี
ในกรณีนี้ หากใช้ 4 วิธีข้างต้นดังที่แนะนำไปแล้ว ยังเอาไม่อยู่ คือยังมีความร่ำไรรำพันอาลัยอาวรณ์อยู่เช่นเดิม ขอแนะนำให้ใช้วิธีคิดแบบ "ตัดใจ" อย่างเด็ดขาดไปเลย นั่นคือ ทุกครั้งที่มีความคิดหวนอาลัยเกิดขึ้นเมื่อใด ให้บอกกับตัวเองทันทีว่า วันชื่นคืนสุขเก่า ๆ นั้นมันเป็นเพียงแค่เราฝันไป ตอนนี้เราตื่นขึ้นมาวันใหม่แล้ว ไม่ต้องไปหวนอาลัยมันอีกต่อไป "ความฝันคือมายา ปัจจุบันคือความจริง" ให้มีความร่าเริงในชีวิตใหม่ สำหรับความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่ตามมา บอกกับตัวเองไปได้เลยว่า "เราทำได้สบายมาก" การอยู่ตัวคนเดียวถ้าหากชีวิตมันดีงาม มันมีความสุขมากขึ้น เราก็น่าจะดีใจ บางทีไม่แน่ ในอนาคตเราอาจจะพบกับคนดีที่ไปด้วยกันกับเราได้ ก็อาจจะเป็นได้ เป็นต้น
ขอสรุปย้ำอีกครั้งว่า ทุกครั้งที่คิดอาลัยวันวานยังหวานชื่น ให้เราต้องบอกกับตัวเองทันทีว่า "นั่นมันฝันเมื่อคืนนี้ ตอนนี้เราตื่นแล้ว เบิกบานแล้ว ใจสว่างแล้ว" ทำจิตใจให้ร่าเริง ได้เช่นนี้ เราก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นชาวพุทธรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
(วิธีการดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา)
"อกหักดีกว่ารักไม่เป็น" สุภาษิตยอดฮิตสำหรับคนที่พบกับความผิดหวังในความรัก แต่ถ้าอกหักบ่อย ๆ มัน ก็ไม่ไหวเหมือนกัน เพราะมันช่างเจ็บช้ำระกำทรวง ยิ่งคนหนุ่มสาวยุคไอที พบกันง่าย ชอบกันง่าย เบื่อกันง่าย จะทำอย่างไรกันดี บางคนอกหักวันละสามเวลาหลังอาหาร เพราะเที่ยวรักคนนั้นคนนี้ไปทั่ว บางคนอกหักอย่างเบา ๆ เพราะรักเขาข้างเดียว แต่บางคนอกหักอย่างช้ำชอก เพราะถูกคนรักทอดทิ้งไม่ใยดี บางคนรักกันมานานแต่ ภายหลังจำต้องเลิกรา เพราะไปด้วยกันไม่ได้ อันนี้ก็เจ็บตัวทั้งคู่ สรุปแล้วอกหักไม่ดีเลยนะครับ
ดังนั้นบทความในวันนี้จึงขอเสนอเทคนิคทำใจ ยามประสบกับความผิดหวังในความรัก เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนหนุ่มสาวในยุคไอที ที่พบรักกันง่าย ๆ บนออนไลน์ ด้วยความความเร็วเท่าแสง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวิธีคิดทั้ง 4 วิธีนี้ คงจะได้ช่วยรักษาใจ ให้ท่านมีกำลังใจเรียนรู้ชีวิตกันต่อไป จนกว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตตามปรารถนาของทุก ๆ คน ต่อไปนี้ขอเชิญติดตามได้เลยครับผม
1. เข้าใจธรรมชาติของความรัก ความรักแบบหนุ่มสาว เป็นความรักที่มีรสหอมหวาน ใคร ๆ ก็ใคร่ปรารถนา แต่ธรรมชาติของความรักแบบนี้ มันมาพร้อมกับพิษสงด้วย คือหากไม่สมปรารถนาเมื่อใด มันก็จะแสดงความเจ็บปวดออกมาทันที เจ็บมาก เจ็บน้อย แล้วแต่ว่าเรายึดมั่นทุ่มเทในความรักแค่ไหน ยึดน้อยก็เจ็บน้อย ยึดมากก็เจ็บมาก
ดังนั้นในยามใดอกหัก ให้เราก็บอกกับตัวเองว่า นี่เป็นธรรมชาติของชีวิตมันแสดงอาการ ตามธรรมชาติของมันเอง ถ้าเราไม่ไปคิดฟุ้งซ่านกับมัน เดี๋ยวมันก็จะค่อย ๆ ทุเลาเบาบางไปเอง
2. มีความเมตตากรุณาต่อตัวเอง เมื่อใดต้องพบกับความเจ็บปวดจากความผิดหวังในความรัก ให้คิดเมตตากรุณาต่อตัวเอง ไม่คิดลงโทษตัวเอง หรือ คิดทำร้ายจิตใจของตัวเองซ้ำเป็นดาบสองลงไปอีก แต่ให้มองไปที่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในจิตใจด้วยความกรุณา เหมือนกับว่าเรากำลังรู้สึกเมตตาสงสารใครสักคน ปลอบใจของตัวเองเหมือนกับเรากำลังปลอบเพื่อนด้วยความรักความเข้าใจ
ยกตัวอย่าง "ทำใจสบาย..ๆ นะ...มันเจ็บไม่นานหรอก คราวหน้าเราจะระวังให้มากกว่านี้ ขอโทษทีนะเพื่อนนะ ที่ทำให้นายเจ็บ ฯลฯ" คือ มองความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นด้วยความเห็นใจว่านี่เป็นผลพวงที่เกิด จากความรักแบบหนุ่มสาว (ดูข้อ 1)
ยอมรับและเข้าใจความเป็นจริงเช่นนี้ ด้วยรอยยิ้มแห่งความเมตตากรุณา เราจะเกิดความสุขใจมาแทนที่ และ อาการเจ็บปวดจากความผิดหวังก็จะทุเลาเบาบางไปอย่าง รวดเร็ว
3. มองโลกในแง่ดี ให้คิดว่าตัวเองเป็นผู้ที่โชคดีที่สุดในโลก ดีแล้วที่อกหัก เพราะคนที่เรารักคนนี้อาจจะไม่ใช่เนื้อคู่ของเราก็ได้ หรือ ให้คิดดีใจว่า อกหักคราวนี้ดีจัง เพราะเราได้ความรู้ใหม่ๆ ที่เราสามารถนำมาปรับปรุงชีวิตของเราให้พัฒนาขึ้นไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว เอ..อย่างนี้คงต้องขอบคุณคนที่หักอกเราเสียแล้วสิ.. ไม่งั้นเราคงจะเซ่อไปอีกนาน หรือ คิดว่า เออ.!โชคเรายังดีนะ ที่ผิดหวังเสียก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าหากถลำลึกลงไปมากกว่านี้เราก็คงจะเจ็บสาหัสกว่านี้เป็นแน่
การคิดในแง่ดีเช่นนี้ สารพัดที่จะคิดไปได้หลายรูปแบบ ใครที่คิดอย่างนี้ได้ ถือว่าเป็นคนฉลาดคิดครับ เพราะสามารถเอาปัญหามาสร้างเป็นปัญญา เอาความทุกข์มาแปรให้กลายเป็นความสุขที่เป็นกุศล มองโลกในแง่ดีมาก ๆ เช่นนี้ ทำให้มีสุขภาพจิตตลอดชีวิตครับผม
4. ฝันเพิ่งจะตื่น สำหรับคู่รักที่รักกันมานาน หวานชื่นกันมาโดยตลอด แต่ต่อมาภายหลังมีอันต้องพลัดพรากจากกัน เพราะไปด้วยกันไม่ได้ หรือ ขัดแย้งไม่เข้าใจกัน หรือ อีกฝ่ายไม่ซื่อสัตย์ทำให้มีอันต้องแยกทางกัน หรือ ถูกทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี ปัญหาเหล่านี้ล้วนสร้างความทุกข์อย่างแสนสาหัสให้แก่จิตใจจนยากที่จะรับไว้ได้ ดังนั้นจึงมีบางคนถึงกับคิดสั้น ทำลายชีวิตของตนเองไปเลยก็มี
ในกรณีนี้ หากใช้ 4 วิธีข้างต้นดังที่แนะนำไปแล้ว ยังเอาไม่อยู่ คือยังมีความร่ำไรรำพันอาลัยอาวรณ์อยู่เช่นเดิม ขอแนะนำให้ใช้วิธีคิดแบบ "ตัดใจ" อย่างเด็ดขาดไปเลย นั่นคือ ทุกครั้งที่มีความคิดหวนอาลัยเกิดขึ้นเมื่อใด ให้บอกกับตัวเองทันทีว่า วันชื่นคืนสุขเก่า ๆ นั้นมันเป็นเพียงแค่เราฝันไป ตอนนี้เราตื่นขึ้นมาวันใหม่แล้ว ไม่ต้องไปหวนอาลัยมันอีกต่อไป "ความฝันคือมายา ปัจจุบันคือความจริง" ให้มีความร่าเริงในชีวิตใหม่ สำหรับความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่ตามมา บอกกับตัวเองไปได้เลยว่า "เราทำได้สบายมาก" การอยู่ตัวคนเดียวถ้าหากชีวิตมันดีงาม มันมีความสุขมากขึ้น เราก็น่าจะดีใจ บางทีไม่แน่ ในอนาคตเราอาจจะพบกับคนดีที่ไปด้วยกันกับเราได้ ก็อาจจะเป็นได้ เป็นต้น
ขอสรุปย้ำอีกครั้งว่า ทุกครั้งที่คิดอาลัยวันวานยังหวานชื่น ให้เราต้องบอกกับตัวเองทันทีว่า "นั่นมันฝันเมื่อคืนนี้ ตอนนี้เราตื่นแล้ว เบิกบานแล้ว ใจสว่างแล้ว" ทำจิตใจให้ร่าเริง ได้เช่นนี้ เราก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นชาวพุทธรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557
หลังจากที่ชีวิตของผมประสบปัญหาหนักมากเกี่ยวกับเรื่องของความรัก รักที่เรียกหวนคืนกลับมาไม่ได้ที่มันหนักไม่ใช่
หลังจากที่ชีวิตของผมประสบปัญหาหนักมากเกี่ยวกับเรื่องของความรัก รักที่เรียกหวนคืนกลับมาไม่ได้ที่มันหนักไม่ใช่เพราะอะไรแต่เรามีท่าทีที่รักกันมากไม่มีท่าทางเลิกแต่อยู่ดีๆวันรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนไปเป็นคนล่ะคนทั้งๆที่เมื่อคืนก็ยังคุยกัน
หัวเราะกัน อยู่แท้ๆ มันไม่มีสัญญานว่าจะเลิกแต่อยู่ดีๆคือไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
ทั้งๆที่ผมพยายามทำตัวดีๆแล้ว เพื่อไม่ให้เสียเขาไปแต่ก็ไม่ทัน
หลังจากนั้นมันเกิดคำถามมากมายว่าเพราะอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้
แค่โอกาสเขายังไม่ให้ผมเลย แค่ขอให้ดูๆกันใหม่ได้ไหม เขายังให้ผมไม่ได้เลย
ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่ผมให้โอกาสเค้ามาเยอะมาก
แค่ผมขอครั้งเดียวทำไมให้ผมไม่ได้
ในความคิดตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าทำยังไงดีให้เขากลับมา ถึงกับเข้าเซิสหา
คาถา ความรักในเน็ตเลยทีเดียว หาไปหามาอย่างเมามัน แต่สายตาก็ต้องมาหยุดตรงที่
เว็บไซต์เว็บนึง ที่มีคนมาขอคำอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรเพื่อนให้คนรักกลับมา
แล้วมีคนนึงมาตอบไว้ซึ่งน่าสนใจมาก ผมเลยลองอ่านไปอ่านมา
มันเป็นหลักตามแนวทางธรรมะทั้งนั้น ไม่ได้อิงคาถาอะไรเข้ามาเลย
ผมลองเอาคำกล่าวตรงนั้นมาใช้หลังจากที่ผมสวดมนต์ก่อนนอนจบ ผมจะกล่าวคำนั้นทุกครั้งก่อนนอน
ไม่รู้ว่ามันจะใช้ได้ผลหรือไม่แต่ที่รู้ๆคือมันทำให้ผมมีความหวังว่าเขาจะกลับมา
กลับมาให้โอกาสกันแค่ครั้งเดียวก็พอ แล้วจะไม่ทำให้เขาจากไปไหนอีก
แต่พอวันต่อมาผมไปอ่านคำกล่าวนั้นอีกครั้งแล้วลองเลื่อนลงมาอ่านความคิดเห็น
ผมจึงได้เข้าใจความจริงว่ามันเป็นยังไง ผมเลยมานั่งถามตัวเองเหมือนกับที่พี่คนนึงถามตัวเองตอนอกหัก
ว่า
ตัวเองถาม : เรารักผู้หญิงคนนี้มากไหม
ตัวเองตอบ : รักมากสิ รักมากที่สุด
คิดไว้แล้วว่าจะหยุดแค่ตรงนี้กับคนนี้ ไม่ไปไหนอีก ทั้งชีวิตก็ให้ได้
ตัวเองถาม : แล้วเสียใจมากไหม
ตัวเองตอบ : มากที่สุด ไม่มีท่าทีว่าจะเลิกกัน
แต่อยู่ดีๆทำไมถึงเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ มันรับไม่ไหว
ตัวเองถาม : ถ้ารักเขาแล้วจะมาเสียใจทำไม
ทำไมไม่คิดล่ะว่าเขาไม่ได้รักเราแล้ว ปล่อยให้เขาไปใช้ชีวิตของเขาอย่างมีความสุข
ได้ไปอยู่กับคนที่เขารัก เราควรจะยินดีกับเขาไม่ใช่หรอ
ตัวเองตอบ : จริงสิ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงมันจะสั้นแค่4เดือน13วัน แต่ก็ไม่เคยไม่มีวันไหนที่ไม่มีความสุขเลย
เขามีความสุขเราควรจะยินดีกับเขาสิ
เอาตรงๆนี้ตอนแรกก็ยอมรับไม่ได้หรอกว่าให้ยินดีกับเขาเพราะใครที่ไหนมันจะทำได้
มาทิ้งเราให้เสียใจแล้วเราต้องไปยินดีกับเขาเพราะเขามีความสุข แต่ผมมานั่งสมาธิจิตใจเลยสงบขึ้นเลยมาคิดได้ว่า
เรารักเขา รักที่จริงใจ รักที่ไม่ต้องการอะไรตอบแทน
รักที่สุดเท่าที่จะรักได้ เราต้องการเห็นเขามีความสุข
เราก็ควรจะยินดีด้วยไม่ใช่หรอ ถ้าเขาจะมีความสุข เราจะมานั่งเสียใจทำไม
ถ้าเรามานั่งเสียใจถามหาเหตุผลว่าทำไมเค้าถึงต้องทิ้งเราไป เรารักเขาไม่พอหรือไง
นั่นแสดงว่าเราไม่ได้รักเขาจริงๆมันเป็นแค่ความหลงเท่านั้น
ถ้าเรารักเขาจริงๆเราต้องปล่อยเขาไป
เชื่อไหมว่าถ้าเป็นคู่กันแล้วมันไม่แคล้วกันหรอกคนที่เกิดมาเป็นคู่กันแสดงว่ามีกรรมที่เคยทำร่วมกันมาก่อน
ทั้งดีและไม่ดี ถ้าเขาเป็นคู่ของเราจริงๆ
สักวันเราจะกลับมารักกันเหมือนเดิมได้อย่างแน่นอน
ผมเชื่อตามข้างต้น ที่ได้บอกไป ณ ตอนนี้ผมมีเครื่องช่วยคือ ธรรมะ
หลักธรรมที่ช่วยได้ทุกอย่าง ส่องจิตใจของเราไม่ให้เบี่ยงเบนไปในทางที่ไม่ดี
ให้จิตของเรากลับมาตั้งมั่นเหมือนเดิม ตอนที่ไม่มีเขาเราอยู่ได้
ทำไมถ้าไม่มีเขาอีกทีเราจะอยู่ไม่ได้ล่ะ
ลองมาฟังเรื่องนี้ดูนะ
อาจจะเป็นกำลังใจให้กับคนที่อกหักแล้วคิดทำร้ายร่างกาย ได้เป็นอย่างดี
กาล ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
มีหญิงสาวคนหนึ่งผิดหวังในรักเนื่องจากคนรักของตนได้มาทิ้งไปจึงกำลังจะฆ่า ตัวตาย
ขณะนั้นเองมีพระธุดงส์รูปหนึ่งผ่านมาพบเข้าจึงได้กล่าวให้สติกับสีกา
พระธุดงส์ : โยมจะทำอะไรรึ
หญิงสาว : อิชั้นจะฆ่าตัวตายเพราะไม่รู้จะอยู่ไปทำไม มีแฟนๆ
ก็มาทิ้งไปเจ้าค่ะ
พระธุดงส์ :
เหตุใดโยมจึงต้องเสียใจเล่าในเมื่อคนที่ควรจะเสียใจควรจะเป็นแฟนของโยมสิ
หญิงสาว : ทำไมล่ะเจ้าคะ
พระธุดงส์ :ในเมื่อโยมมิได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญไปเลยน่ะ
หญิงสาว :
ไม่จริงหรอกค่ะดิชั้นสูญเสียแฟนอันเป็นที่รักยิ่งไปนะเจ้าค่ะ'
พระธุดงส์ : โยมได้สูญเสียคนที่มิได้รักและห่วงใยโยมซึ่งจะมีค่าอันใด
แต่แฟนโยมซิที่สูญเสียคนที่รักและห่วงใยเค้าเช่นโยม ใครควรจะเสียใจกว่ากันล่ะโยม
พอผมได้อ่านข้อความข้างบนนี้จากเว็บนึง ความเสียใจของผมก็ค่อยๆหายไปอีกเปราะหนึ่ง
ถึงจะยังทำใจไม่ได้ก็เถอะ ว่าเขาจะต้องเสียใจที่เสียเราไปหรือเปล่าแต่มันก็ทำให้จิตใจดีขึ้นมาบ้าง
และผมยังได้อ่านความคิดเห็นที่ลงว่ามา
เราต้องเห็นค่าของตัวเราเองมากกว่าเห็นค่าของ คนอื่น
ถ้าเราไม่เห็นค่าของเราเอง แล้วใครจะเห็นค่าของเรา
เราต้องรักตัวเราเองให้มากกว่ารักคนอื่น ถ้าเรารักคนอื่นมากไป เราก็จะเป็นทุกข์ได้
เราไม่สามารถควบคุมจิตใจใครได้ เราสามารถควบคุมจิตใจเราได้เท่านั้น
ถ้าเราควบคุมจิตใจเราให้เห็นถูกตามจริงไม่ได้
ก็ไม่สามารถควบคุมจิตใจใครให้มารักเราได้ตลอดไป
หลังจากที่ผมอ่านบทความนี้แล้ว ผมมีความคิดขึ้นมาว่า ใช่สิ เราไม่สามารถบังคับจิตใจของใครได้นอกจากตัวเราเอง
ไม่มีใครที่เห็นค่าของเรานอกจากตัวเราเอง
จากที่อ่านบทความในเน๊ตมานานมาก จนฉันมาปฎิบัติจริงๆเลยนะ ก็คือ
สวดมนต์ก่อนนอนทุกวัน นั่งสมาธิ ทำบุญทำทานพอกำลังที่เรามี
เมื่อเห็นคนอื่นที่ทุกข์ผมก็ใช้ธรรมะช่วยให้เขาพ้นทุกข์
ผมมานั่งสมาธิที่วัดศาลาลอย สุรินทร์ ที่นั่นมีหลวงพ่ออยู่ ผมเคยขอให้ท่านช่วยเปลี่ยนใจของเขาให้กลับมาให้โอกาสผมได้ไหมแต่จิตใจของคนเราไม่สามารถเปลี่ยนได้
ผมเลยไปขมาท่านในวันนั้น และได้นั่งสมาธิด้วย มันทำให้จิตของผมเข้มแข็งขึ้นมาในระยะหนึ่ง
และวันต่อมาผมเลยคิดว่าจะไปนั่งปฎิบัติธรรมที่วัดป่า เพื่อสงบจิตใจของผมเอง
ไม่ให้ฟุ้งซ่าน
เรื่องราวอาจจะยังไม่เยอะเท่าไรเพราะผมพึ่งเริ่มทำ แต่อยากจะบอกว่า
ธรรมะ ช่วยเราได้จริงๆ ถ้าไม่มีใครยืนยันว่าสามารถช่วยได้จริงหรอ ผมคนนี้นี่ล่ะที่จะขอยืนยันว่าใช้ได้ผลจริงๆ
เพราะผมใช้กับตัวผมมาแล้ว
แต่ผมก็ปฎิเสธไม่ได้หรอกนะว่าตอนนี้เลิกเสียใจแล้ว ผมก็ยังเสียใจอยู่ที่เรื่องมันเป็นแบบนี้
แต่เรื่องราวมันไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีกแล้ว
เรื่องในอดีตไม่สามารถย้อนกลับไปได้ อนาคตให้เป็นไปตามกาลเวลา
ปัจจุบันต่างหากที่เราจะสามารถแก้ไขและทำให้มันดีได้
(นำมาจากเว็บของพระพุทธศาสนา)
และอีกอย่างผมไม่ได้มานั่งเปิดเพลงคร่ำครวญ ฟังเพลงเศร้า เสียใจ
หรือมานั่งดูอต่รูปเก่าๆ แต่ฉันมาเปิดเพลงที่ใช้ในการนั่งสมาธิฟัง
แล้วลองย้อนมองกลับไปในอดีต แรกๆมันอาจจะทำให้เราเสียใจแต่สักวันเราจะอยู่กับมันได้
เชื่อมั่นไว้เสมอว่า ธรรมะ ช่วยเราได้ ธรรมะจะอยู่กับเราตลอดไป
ขอเพียงแค่เราเชื่อในพระธรรม ชีวิตเราก็จะพบความสุข
ที่เล่ามาอาจจะไม่ค่อยมีธรรมแทรกมากกสักเท่าไรนะครับ
แต่ลองปฎิบัติดูรับรองว่ามันดีว่าไปนั่งหาคาถาความรักกลับคืนมา (เหมือนผมตอนแรกๆ) ไปนั่งเสียใจไปวันๆ
ขั้นตอนนะครับ สำหรับผมเองเลยนะ
-ถ้าไม่มีเวลาไปที่วัดหรือสถานที่ปฎิบัติธรรม
ให้ลองนั่งสมาธิดูเองที่บ้าน แล้วลองพิจารณาเรื่องราวทั้งหมดดู
-สวดมนต์ก่อนนอน เพื่อให้จิตใจไม่หมองเศร้า
-เรื่องที่ผ่านมาจำไว้เป็นบทเรียน ไม่อยากให้ลืม
เพราะเมื่อเราอยู่กับมันได้ เราจะไม่นึกเสียใจเลยว่าครั้งนึงเราเคยรักเขา
-ลองเปิดซีดีธรรมะดู มันจะช่วยเราได้เยอะมาก
- ไม่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเดิม เปลี่ยนตัวเองให้ไปในทางที่ดี
- จำไว้ว่าถ้าอยากร้องไห้ ร้องไปเลยไม่ต้องอาย ไม่เสียหายอะไร
พระอาจารย์ท่านยังเคยบอกเลยว่าถ้าอยากร้องไห้ให้เราร้องไปให้พอ
เพื่อเป็นการปลดปล่อยความทุกข์ ความรู้สึกออกมา
แล้วจำไว้ว่าเราจะไม่มานั่งเสียใจอีก
- ผมไม่สามารถบอกได้ว่า ถ้าเชื่อในธรรมะแล้วจะลืมเขาได้สนิท
ไม่มีใครที่ลืมความรักของตัวเองได้หรอก
แต่มันจะทำให้เราเข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ แล้วเราจะอยู่กับมันได้
- ทำบุญ ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผ่อนหนักให้เป็นเบา
เพื่อที่จะได้ช่วยชดใช้กรรม แล้วชีวิตจะดีขึ้น
- เมื่อเราอยู่กับมันได้ นั่นล่ะ แล้วเราจะไม่เสียใจและเสียดายวันเวลาที่ผ่านมาเลยจริงๆ
^^
- หาเพื่อน หาคนที่เราพอจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้เป็นที่ปรึกษาก็ดี
มันไม่ยากถ้าเราจะลองทำ ขอแค่เพียงเรานั่งสมาธิ แล้วลองคิดดูจากใจ
เราจะรู้เองว่าทุกข์มาจากไหนและต้องทำอย่างไรเพื่อ ดับทุกข์
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

